|
|
สมาธิแผ่เมตตาว่าดีแน่ แต่ไม่แก้อนุสัยก็ไร้ผล
อนุสัยจะพาให้เราอับจน อยู่อย่างคนไร้สวรรค์ไม่ยาวนาน
อันมนุษย์เขาว่าสุดประเสริฐ จะเตลิดลงนรกไปใยเล่า
เผาอนุสัยให้สิ้นในจิตเรา เราจะได้อยู่สวรรค์นิรันดร์เอย
โดย ธนวัฒน์ สวัสดิ์แก้ว
หากท่านใดสนใจ ก็ ไป ปฏิบัติได้ใน irc.webmaster.com #ธรรมมะ
เพิ่มช่องทาง irc.thaiirc.com #ธรรมะ Nick ธรรมะ ขอบคุณครับ
ทางเข้า เว็บบอร์ด Chat สดผ่าน web คลิ๊ก
Update พร้อมเปิดฟังเสียงบรรยายเรื่องปฏิจจสมุปบาท
ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่สุดยิ่งกว่าการปฏิบัติธรรมได้แล้วที่ เสียงปฏิจจสมุปบาท
พบกับ irc.dhumma.org ได้แล้วนะครับ
Chat กันที่ห้อง #ธรรมะ Nick ธรรมะ นตะครับ
รายละเอียดคลิ๊ก รายละเอียด IRC ได้เลยครับ
ดาวน์โหลดโปรแกรมเข้า Server โดยตรงได้ที่ OrnateIRC
แล้วเข้าไปที่ C:\OrnateDhumma
หา OrnateIRC.exe คลิ๊กเข้าไป
จะเข้าไปยัง Chat Server
แก้ไขล่าสุด ( วันพุธที่ 14 มีนาคม 2012 เวลา 10:52 น. )
หัวข้อ Update ล่าสุดแก้ไขล่าสุด ( วันพุธที่ 07 มีนาคม 2012 เวลา 09:13 น. ) วิธีการอ่านข้อความในเว็บวิธีการอ่านบทความในเว็บ เพื่อประโยชน์สูงสุดในการอ่าน ให้ผู้อ่านเริ่มอ่านจาก เรื่องที่ เกี่ยวกับสมาธิ รวมทั้งหัวข้อย่อยให้หมดเสียก่อน หรือไม่หากไม่มีเวลามากนัก ให้คลิกฟังเสียงบรรยายเหนือสถิติผู้เข้าชม ตรง เสียง MP3 มี 5 เมนูย่อย โดยเริ่มจาก อนุสัยต่อด้วยสันดานจนจบทั้ง 5 ตอน หากผู้อ่านได้อ่านและหรือได้ฟังในสิ่งที่ผู้เขียนได้บรรยายไว้ด้วยความตั้งใจ และมีความอดทนขยันหมั่นเพียรยิ่ง ผู้เขียนมีความมั่นใจว่าผู้อ่านจะสามารถปฏิบัติจนสามารถเห็นผลจากการปฏิบัติอย่างที่ผู้เขียนได้ประสบกับตนเองมาแล้ว แก้ไขล่าสุด ( วันพฤหัสบดีที่ 08 ตุลาคม 2009 เวลา 08:06 น. ) สรุปวิธีปฏิบัติสมาธิพอสังเขปเริ่มจากให้พิจารณาความพร้อมในตนก่อน หากตนเองมีความฟุ้งซ่านหรือมีความแส่ส่ายทางความคิดมาก ให้เริ่มต้นด้วยการสูดลมหายใจเข้าออกให้ลึก ๆ อย่างช้า ๆ หายใจเข้าออกให้เต็มปอดให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้วผ่อนลมหายใจอย่างช้า ๆ จนหมดลม แล้วให้สูดลมหายใจเข้าไปใหม่ แล้วปล่อยลมหายใจออกจนกระทั่งความคิดทั้งหมดรวมศูนย์อยู่ที่ลมหายใจ แล้วให้ปล่อยลมหายใจเข้าออกนั้นให้เป็นไปตามธรรมชาติแล้วให้เฝ้าสังเกตลักษณะของลมหายใจเข้าออก การติดตามลมหายใจเข้าออกนี้จะเรียกว่าการทำอาณาปานสติ แล้วให้เราค่อย ๆ นึกสำรวจการกระทำต่าง ๆ ว่าในแต่ละวันได้ทำอะไรไปบ้างแล้วพยายามนึกย้อนไปถึงการกระทำในอดีตให้ได้มากที่สุดโดยไม่เข้าข้างตนเอง แล้วพิจารณาว่าเราทำสิ่งใดไปด้วยพฤติกรรมใดบ้าง เช่นเมื่อวานทะเลาะกับเพื่อนเพราะความเห็นแก่ตัว สมัยเด็กชอบรังแกสัตว์เพราะความอยาก ตอนทำงานไปโกงเงินบริษัทเพราะความโลภ ฯลฯ ให้พิจารณาตนเองในลักษณะนี้ แล้วให้ยอมรับในความจริงที่ตนเองทำไปให้ได้ทุกเรื่อง จากนั้นจะเกิดแรงบีบคั้นขึ้นมาในจิตใจ โดยผู้มีคุณธรรมมากจะเกิดแรงบีบคั้นทางจิตใจน้อย แล้วคนที่มีคุณธรรมน้อยจะเกิดแรงบีบคั้นทางจิตใจมาก ให้ยอมรับแล้วจำทนต่อแรงบีบคั้นที่เกิดขึ้นให้ในจิตใจได้ พยายามเปลี่ยนความรู้สึกจากความจำทนให้เป็นการยอมทนแล้วยอมรับเพื่อฟั่นฝ่าเพื่อเอาชนะแรงบีบคั้นทางจิตใจที่เกิดขึ้นนี้ให้ได้ ด้วยการค่อย ๆ ขจัดเหตุที่ทำให้ตนเป็นทุกข์นี้ให้ค่อย ๆ หลุดออกจากตนไปให้ได้ ถ้ามีโลภ โกรธ หลง ฯลฯ มีในตนอย่างไรให้เห็นแล้วยอมรับอย่างนั้นแล้วค่อย ๆ นึกขจัดออกเหมือนค่อย ๆ เก็บขยะหรือกำจัดขยะให้ค่อย ๆ พ้นไปจากบ้านจนหมด ความสงบจะค่อย ๆ เข้ามาแทนที่ความหงุดหงิดฟุ้งซ่านทีละเล็กทีละน้อย จนกระทั่งความหงุดหงิดฟุ้งซ่านหมดสิ้นแล้วจะเข้าถึงความสงบลุ่มลึกซึ่งเป็นผลเบื้องต้นที่เราได้รับ เมื่อเข้าถึงสภาวะนี้แล้วให้เราตั้งจิตอธิษฐานว่า "ขอแผ่เมตตาให้สรรพจิตสรรพวิญญาณให้ขึ้นสู่สุคติ และแผ่เมตตาให้สรรพชีวิตรวมทั้งมนุษย์ให้มีความสุขความเจริญ กุศลที่ได้อุทิศให้สรรพจิตสรรพชีวิต" แผ่เมตตาไปสักระยะหนึ่งจะเริ่มมีความรู้สึกหงุดหงิดฟุ้งซ่าน แต่ถ้าเราไม่สนใจความหงุดหงิดฟุ้งซ่านที่เริ่มเกิดขึ้น ความหงุดหงิดฟุ้งซ่านนั้นจะเพิ่มความเข้มข้นมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะการแผ่เมตตาเป็นสมาถะ สมาถะเมื่อทำแล้วจะไปกระตุ้นให้อนุสัยซึ่งฝังแน่นในจิตและสันดานที่ฝังแน่นในสมองผุดขึ้นมาก่อให้เกิดความไม่สงบฟุ้งซ่านขึ้นมาอีก ให้ย้อนกลับไปสำรวจตนเองใหม่อีกรอบ การทำสมาธิหนึ่งรอบประกอบด้วยการสำรวจตนเองแล้วขจัดข้อบกพร่องที่ไม่ดีออกจนค่อย ๆ หมดสิ้นไปต่อด้วยการแผ่เมตตาเสมอ หากทำอย่างใดอย่างหนึ่งจะไม่ถือว่าเป็นการกระทำสมาธิที่สมบูรณ์ หากเราสำรวจตนเองจนสามารถขจัดข้อบกพร่องที่ไม่ดีออกไปได้แล้วไม่แผ่เมตตา นายเวรที่เราไปละเมิดเขาเอาไวจะนำอนุสัยนายเวรของตนมาติดที่เราได้อีก หากแผ่เมตตาอย่างเดียวโดยไม่สำรวจพิจารณาหาข้อบกพร่องที่ตนมีแล้วขจัดออกให้ค่อย ๆ หมดสิ้นก่อนการแผ่เมตตาจะทำให้จิตนอกจากจะไม่บริสุทธิ์แล้ว จะเป็นการซ้ำเติมก่อให้เกิดอนุสัยในจิตมากขึ้น แล้วส่งผลให้สันดานที่ไม่ดีเพิ่มมากขึ้นตามอนุสัยในจิตด้วย หากผู้ใดไม่อาจทำสมาธิให้เกิดผลหรือทนต่อแรงบีบคั้นทางจิตใจตามที่ผู้เขียนอธิบายมาแล้วไม่ได้ ให้อธิษฐานจิตนึกถึงผู้เขียนแล้วขอให้ผู้เขียนช่วยใน 2 เรื่องนี้ได้ทันที 1. การขจัดข้อบกพร่องที่แต่ละคนได้พบเจอ 2. กุศลไม่เพียงพอที่จะทำให้นายเวรอโหสิกรรมได้ แล้วขอให้ช่วยได้เพียง 2 เรื่องในเบื้องต้นเท่านั้น ไม่อาจขอในเรื่องอื่นซึ่งไม่เกียวข้องได้ อย่างไรก็ดีเมื่อเราทั้งหลายสามารถทนต่อแรงบีบคั้นได้มากขึ้นแล้ว ให้เราทั้งหลายค่อย ๆ ลดการพึ่งพาผู้เขียนลงทีละน้อย ๆ แล้วพึ่งตนเองให้มากขึ้น ในที่สุดทุกคนก็จะสามารถพึ่งตนเองได้ ไม่ว่าอาการที่เกิดขึ้นจะเป็นความรู้สึกทางกายหรือความรู้สึกทางใจก็ตาม หากปฏิบัติถูกต้อง เมื่อระยะเวลาผ่านไป แรงบีบคั้นในจิตใจที่จะเกิดขึ้นจะค่อย ๆ น้อยลง ความเจ็บป่วยทางกายจะค่อย ๆ น้อยลงไปด้วย ตามกาลเวลาที่ผ่านไปจากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี แล้วต่อไปเรื่อย ๆ เป็นปี ๆ แรงบีบคั้นในจิตใจจะหมดลงแล้วถ้าจะเกิดขึ้นมาอีกจะน้อยมาก ความเจ็บป่วยทางกายหากยังหลงเหลืออยู่ก็จะมีน้อยถึงน้อยมาก แล้วความสุขอันแท้จริงจะเกิดขึ้น ขอให้ทุกคนประสบความสำเร็จแล้วเห็นผลจากการปฏิบัติเพื่อนำไปสู่การพ้นทุกข์อย่างถาวรในเร็ววัน Update วิธีการปฏิบัติล่าสุด ก่อนลงมือสำรวจสันดานในสมองอย่างอื่นให้ลงมือสำรวจลักษณะความคิดทั้ง 3 อย่างนี้ว่ายังมีอยู่ในสมองหรือไม่แล้วขจัดออกให้สิ้นก่อน ดังนี้ 1. ยังสนใจในความคิดและเจตนาของผู้อื่น 2. ยังมีความห่วงใยในบุคคล สถานที่ สิ่งของ สัตว์และวัตถุต่าง ๆ 3. ห่วงอดีตและอนาคตของตนเอง นั่นหมายความว่าให้ตัดออกชั่วคราวตอนลงมือปฏิบัติเท่านั้น แก้ไขล่าสุด ( วันพุธที่ 21 เมษายน 2010 เวลา 15:57 น. ) เจตนารมณ์ในการทำเว็บที่จริงแล้วผู้เขียนน่าจะอธิบายเรื่องนี้มานานแล้วตั้งแต่เริ่มทำเว็บ แต่ในช่วงบแรก ๆ ของการเขียนเมื่อปีที่แล้วผู้เขียนตั้งใจที่จะเขียนเพียงธรรมะขั้นพื้นฐานแล้วพยายามที่จะไม่ให้พิสดารผิดธรรมชาติมากนัก แต่เมื่อประสบการณ์ของผู้เขียนเองที่ได้ประสบมากลับมีแต่เรื่องที่พิสดารแล้วยึดโยงผูกพันตนเองจากในอดีตชาติเท่าที่ผุ้เขียนรู้แล้วส่งผลมาเกิดขึ้นกับตนเองในปัจจุบัน หากไม่เขียนเรื่องที่พสดารเหล่านี้จะทำให้ผู้เขียนไม่สามารถเขียนเว็บได้เลย เรื่องที่ผู้เขียนได้เขียนหลาย ๆ เรื่องอาจจะขัดกับความเชื่อของผู้อ่าน หลาย ๆ เรื่องจะเกี่ยวข้องในเรื่องของเทพและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งการเขียนเรื่องทำนองนี้ย่อมส่งผลเสียต่อตัวผู้เขียนเองมากกว่าผลดี แต่ทั้งหมดนี้ผู้เขียนเองไม่ได้ใส่ใจเลยแม้แต่น้อยแล้วด้วยเหตุที่ไม่ได้ใส่ใจจึงเพิ่่งที่จะเขียนเจตนารมณ์ในการทำเว็บของตนเองหลังจากได้เขียนเรื่องอื่นไปแล้วประมาณพันกว่าเรื่อง สิ่งแรกที่ผู้เขียนได้ตระหนักคือการนำเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับตนเองมาเล่า เพื่อสะท้อนให้เห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับแต่ละคนในปัจจุบันมีผลมาจากกรรมหรือการกระทำของตนเองทั้งในปัจจุบันชาติและอดีตชาตือย่างแท้จริง หากกรรมนั้นมาจากอดีตชาติแล้วกำลังส่งผลในปัจจุบันหากกรรมนั้นส่งผลเป็นอโหสิกรรมแล้วจะส่งผลต่อตนเองอย่างไร แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้ผุ้เขียนไม่สามารถนำมาจากการบอกเล่าของผู้อื่นได้นอกจากตนเอง เพราะผลที่เกิดขึ้นกับคนอื่นย่อมเป็นสภาวะของผู้นั้นแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น เช่นนาย ก. ถูกมีดแทงปักอกเจ็บทั้งกายและเจ็บทั้งใจ ผลของการเจ็บกายซึ่งเกิดขึ้นกับนาย ก. ณ. เวลานั้นเกิดขึ้นแต่เฉพาะนาย ก. แล้วรับรุ้ความทรมานทางกายแต่เพียงผุ้เดียวเท่านั้น ผู้อื่นถึงอยากจะเจ็บกายไปพร้อมกับนาย ก. ก็ไม่อาจทำได้ แล้วถึงแม้ผลที่เกิดขึ้นทางใจในหลาย ๆ กรณีเช่นความรู้สึกในใจของผู้เขียนย่อมไม่มีผู้ใดเข้าถึงได้เช่นกัน อีกอย่างหนึ่งธรรมะที่ผู้เขียนจะเรียกแล้วนิยามว่าธรรมะแบบตลาด หรือถ้าหากอธิบายอีกความหมายคือธรรมะที่คนส่วนใหญ่ต้องการ มักจะเป็นเรื่องที่เป็นเรื่องง่าย ๆ ฟังแล้วสบาย ๆ หรือเป็นสิ่งที่นำไปปฏิบัติโดยตรงมากกว่า หรือแม้แต่ในเว็บธรรมะทั้งหลายส่วนใหญ่จะเป็นที่เก็บรวบรวมคำสอนจากพระเกจิอาจารย์ชื่อดังหรือเป็นที่รวบรวมบทสวดมนต์ที่ทำให้รู้สึกเข้าถึงแล้วสัมผัสได้ง่าย แล้วคำสอนเหล่านี้เป็นที่ยอมรับแล้วสร้างความศรัทธาให้กับผู้อ่านหรือผุ้ฟังได้เป็นอย่างดีแล้ว ผูเขียนจึงเรียกเว็บทำนองนี้ว่าเว็บการตลาดธรรมะ ซึ่งสิ่งที่ผู้เขียนได้พิจารณาแล้วว่าเว็บการตลาดทำนองนี้เป็นเว็บที่เขียนง่ายเนื่องจากเป็นการเขียนแล้วเก็บรวบรวมมาจากสิ่งที่มีอยู่แล้วจากผู้อื่นรวมทั้งสิ่งที่มีอยุ่แล้วจากพระไตรปิฎก แต่สิ่งที่ผู้เขียนได้เขียนไม่ได้ตอบสนองการตลาดแบบนี้เลยแม้แต่น้อย แต่กลับตอบสนองตลาดของคนส่วนน้อยมากกว่า เพราะสิ่งที่เขียนมาจากประสบการณ์ของตนเองล้วน ๆ หรือไม่ก็มาจากประสบการณ์ที่เกิดขึ้นกับสหายธรรมแต่ผู้เขียนมีส่วนร่วมอยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วย สาเหตุที่ผุ้เขียนได้เขียนโดยไม่ได้ประหวั่นพรั่นๆรึงในสิ่งที่ได้เขียน เนื่องจากผู้เขียนได้ปฏิบัติตามคำสอนแห่งพระพุทธองค์อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะทุกเรื่องผู้เขียนไม่ได้เขียนเพื่อให้ผุ้ใดมาเชื่อหรือศรัทธาผู้เขียน หากผุ้เขียนจะทำเช่นนั้นผุ้เขียนจะไม่สามารถเขียนเว็บได้เลย เพราะหลายเรื่องจะเกี่ยวข้องกับการกระทำระหว่างผู้เขียนกับเทพหรือแม้แต่พระพุทธเจ้าในอดีตชาติ หลายเรื่องก็เป็นสิ่งที่ทำระหว่างผู้เขียนกับเทพและพระพุทธเจ้าในปัจจุบันชาติ หลายเรื่องก็เป็นเรื่องสัมผัสที่ 6 ซึ่งผู้เขียนได้แยกส่วนไว้อย่างชัดเจน หลายเรื่องก็มีลักษณะออกไปในแนวอวดอุตริหรืออวดคุณวิเดศษ ทั้งหมดนี้ย่อมไม่ได้เกิดขึ้นแล้วเป็นจริงกับผุ้อื่นแล้วผู้เขียนจะมาบอกให้ผู้อ่านเชื่อได้อย่างไร แนวทางการเขียนเว็บของผู้เขียนจะเน้นการเขียนในลักษณะปัจจุบันขณะ อาจมียกเว้นบ้างหากเป็นเรื่องธรรมะพื้น ๆ ที่ใช้ความรุ้ที่ได้รับจากประสบการณ์ซึ่งสั่งสมมายาวนานนับ 10 ปี เมื่อทุกเรื่องเขียนจากปัจจุบันขณะทำให้ผู้เขียนต้องศึกษาหาความรุ้เพื่อนำมาเขียนเสมอ ๆ ปัจจุบันขณะที่ว่ามีทั้งปัจจุบันขณะที่กำลังเกิดโดยเฉพาะวิบากกรรมที่กำลังส่งผลต่อผู้เขียนแล้วได้รับผลทั้งดีและไม่ดีในปัจจุบันอย่างไร ถ้าผลนั้นไม่ดีจะดับอย่างไรถ้าผลนั้นดีอยู่แล้วจะทำอย่างไรให้ดีขึ้น อีกส่วนจะเขียนจากปัจจุบันที่รู้ โดยที่ปัจจุบันที่รู้อาจจะมีส่วนที่ขัดแย้งกับสิ่งที่รู้เดิม ซึ่งผู้เขียนได้อธิบายไปแล้วเกี่ยวกับเรื่องที่เกี่ยวข้องกับอุปทาน อีกส่วนหนึ่งที่ค่อย ๆ รู้เพิ่มเติมมาเรื่อย ๆ ในปัจจุบันขณะคือสิ่งที่ผุ้เขียนเองเป็นผุ้กระทำและเป็นทั้งผุ้ถูกกรนะทำในอดีตชาติ อีกส่วนมาจากเหตุการณ์ปัจจุบันที่เกิดขึ้นแล้วนำมาแปลงให้เป็นเรื่องที่ไม่พาดพึงถึงผู้ใดโดยไม่เอ่ยชื่อใคร แล้วนำประสบการณ์ที่ผู้เขียนสั่งสมมาไปแสดงความเห็นว่าถ้าเหตุนั้นเกิดขึ้นกับผู้เขียนแล้วผู้เขียนจะทำอย่างไร โดยอาศัยหลักธรรมใดทำไมในการตัดสินใจ ย้อนกลับไปเมื่อประมาณเดือนกรกฎาคมปี 2552 ซึ่งเป็นช่วงแรก ๆ ของการทำเว็บได้มีสหายธรรมได้แสดงความเป็นห่วงว่าผุ้เขียนจะนำเรื่องจากที่ไหนมาเขียน เนื่องจากการเช่าโฮสต์ทำเว็บย่อมมีค่าใช้จ่าย แต่ผู้เขียนได้ตอบว่าผู้เขียนมีเรื่องให้ได้เขียนมากมาย โดยเริ่มต้นจากการเขียนจากธรรมะพื้น ๆ ก่อนซึ่งเป็นเรื่องที่เขียนง่ายโดยที่ทั้งผู้เขียนและผุ้อ่านมีความเข้าใจได้โดยง่ายอยู่แล้ว ต่อมาจึงเขียนเรื่องที่ยากขึ้นแล้วพิสดารมากขึ้น หลายต่อหลายเรื่องแล้วอาจจะเป็นส่วนใหญ่ผุ้อ่านจำเป็นต้องมีประสบการณ์จากการปฏิบัติแล้วเห็นผลจากการปฏิบัติขั้นพื้นฐานต่อตนเองก่อนจึงจะเข้าใจเช่นเดียวกับการอ่านพระไตรปิฎก ผู้ใดที่ไมเข้าถึงปฏิเวะหรือเข้าถึงผลจากการปฏิบัติจะได้เพียงเข้าใจตัวหนังสือเท่านั้นแต่จะไม่อาจเข้าใจถึงผลอันลึกซึ้งแยบยลได้เลย เป็นเพียงผู้รู้ธรรมะเท่านั้นเนื่องจากไม่ได้ปฏิบัติ สิ่งที่ผู้เขียนมีให้นอกเหนือจากการนำคำสอนแห่งพระพุทธองค์มาแฝงไว้ในลักษณะการบอกเล่าผ่านประสบการณ์ของผุ้เขียนเองแล้ว ยังอธิบายด้วยว่าหากปฏิบัติตามนั้นส่งผลต่อตนเองอย่างไรถ้าไม่ปฏิัติตามนั้นผลจะเป็นอย่างไร ซึ่งเป็นส่วนที่การคัดลอกคำสอนจากตำรามิได้มีให้ นี่จึงเป็นเหตุให้เว็บของผู้เขียนแตกต่างไปจากเว็บธรรมะโดยส่วนใหญ่อย่างสิ้นเชิง เนื่องจากเว็บธรรมะส่วนใหญ่จะมีอะไรที่ซ้ำ ๆ กันหรือเป็นไปในแนวทางเดียวกันคือสิ่งที่คนส่วนใหญ่ยอมรับอยู่แล้ว อีกอย่างหนึ่งเมื่อพิจารณาคำสอนแล้วพระพุทธองค์ท่านกล่าวว่าถึงไม่บอกว่าอะไรดีหรือไม่ดีเราทั้งหลายก็รู้กันอยู่แล้ว แต่สิ่งที่พระพุทธองค์ทรงชี้แนะคือทำอย่างไรที่จะทำให้เราไม่ทำในสิ่งที่ไม่ดีนั้นแล้วก่อทุกข์ให้ตนทั้งปัจจบันและอนาคต ในขณะเดียวกันทำอย่างไรให้สิ่งที่มีแล้วก่อทุกข์ให้ตนทั้นไม่ตามไปก่อทุกข์ให้ตนทั้งในปัจจุบันและอนาคตอีก ซึ่งผู้เขียนได้ใช้หลักการตามคำสอนนี้มาเป็นแนวทางในการเขียนเว็บด้วย ทั้งหมดนี้จึงไม่เป็นที่ดึงดูดใจให้ผุ้อ่านได้เข้ามาอ่านเป็นจำนวนมาก เนื่องจากสิ่งที่ผู้เขียนได้เขียนเป็นสิ่งที่ต้องคิดตามก่อนหากไม่คิดตามจะอ่านไม่เข้าใจ ในขณะที่ความต้องการของคนส่วนใหญ่เท่าที่ผู้เขียนสัมผัสมาคือชอบสิ่งที่เข้าใจง่าย ๆ อ่านสบาย ๆ โดยไม่ต้องคิดหรือใช้ปหัญญาเพียงเล็กน้อย ซึ่งสะท้อนถึงคุณภาพของธรรมะนั้นด้วย อะไรที่ดีอย่างแท้จริงจะเป็นสิ่งที่กว่าจะได้มามันแสนยาก แต่สิ่งที่รู้สึกว่าดีเป็นสิ่งที่ดีกลับเป็นสิ่งที่ได้มาอย่างง่าย อีกอย่างผู้ที่มี sense หรือมีสัมผัสที่ 6 ที่ค่อนข้างดีจะสามารถรับรู้ถึงอาการซึ่งแสดงถึงความขัดแย้งระหว่างธรรมะที่เป็นที่ยอมรับกับธรรมะซึ่ผู้เขียนได้เขียนด้วยอาการต่าง ๆ ทางกาย เช่นอ่านแล้วง่วง อ่านแล้วมึนหัว อ่านแล้วมีอาการต่าง ๆ เกิดขึ้นกับตนเองมากมาย สิ่งเหล่านี้ย่อมเป็นปัจจัยทำให้มีผลต่อจำนวนผุ้เข้าชม แต่อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็นอุปสรรคแต่ผู้เขียนก็ไม่ย่อท้อแล้วจะทำตามอุดมการณ์ที่ผู้เขียนมีต่อไป แก้ไขล่าสุด ( วันพฤหัสบดีที่ 14 ตุลาคม 2010 เวลา 11:58 น. ) การปรับตัวในการแชทห้องธรรมมะหลังจากที่ผมเองได้เปิดห้องแชทธรรมะขึ้น จากช่วงแรก ๆ ผมจะแนะนำวิธีปฏิบัติด้วยการพิมพ์ให้อ่านสด ๆ หน้าห้อง แต่ต่อมาถ้าจะให้พิมพ์วิธีปฏิบัติทุกครั้งที่มีคนสนใจปฏิบัติธรรมก็ไม่ไหว จึงได้เป็นจุดกำเนิดเว็บธรรมะแห่งนี้ขึ้นมา จากเริ่มต้นมีคเข้าออกในลักษณะขาจรมากกว่าขาประจำในอัตราที่มากกว่าหลายเท่า ทำให้ผมเองในฐานะที่เป็นนักปฏิบัติธรรม จึงได้เก็บรวบรวมเหตุผลหรือเหตุปัจจัยต่าง ๆ ที่ทำให้มีน้อยคนถึงน้อยคนมากจะสามารถอยุ่ในห้องธรรมะได้ นับจากเริ่มเปิดห้อง #ธรรมมะ ใน server irc.webchat.org มาเป็นระยะเวลา 2 ปีครึ่งโดยประมาณ ผมเองได้เก็บสถิติคนเข้ามาแล้วออกไปแล้วนำมาวิเคราะห์ว่าเหตุปัจจัยใดบ้างที่ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่อาจจะเป็นสมาชิกประจำห้องธรรมะได้ โดยผมเองเริ่มเก็บสถิติโดยสังเกตการณ์แล้วนำมาวิเคราะห์โดยละเอียด แล้วที่ผมได้แจ้งข่าวเรื่องนี้มาจะได้เป็นการเตรียมใจของผู้ที่จะมาเป็นสมาชิกห้องในปัจจุบันและอนาคตที่จะมาถึงว่า เมื่อมาเป็นสมาชิกห้องจะมีสภาพอย่างไรบ้าง ซึ่งสภาพเหล่านี้จะเป็นตัวบ่งบอกว่าคุณสามารถเป็นสมาชิกห้องได้นานหรือไม่เพียงใดด้วย ปัจจัยแรกคือเรื่องของกฎระเบียบของห้อง ซึ่งผุ้เขียนเองได้ทำรายชื่อสมาชิกห้องเอาไว้แต่ไม่ได้ Update นานมาก กฎระเบียบห้องนี้ไม่ตอบสนองคนที่กระหายที่อยากจะเป็นผุ้คุมห้อง ตำแหน่งต่าง ๆ ในห้องจะบ่งบอกว่าผู้นั้นสามารถผ่านตะแกรงร่อนแล้วเป็นสมาชิกประจำได้หรือไม่ อีกอย่างห้องแชทที่ผมสร้างขึ้นไม่ได้เน้นปริมาณสมาชิกห้อง แต่เน้นถึงคุณภาพของสมาชิกห้องเป็นหัวใจสำคัญ ทำให้หลายคนที่เข้ามาในห้องแล้วเจอผมอยู่ในห้องคนเดียวบ้าง หรือเจอสมาชิก 2 -3 คนบ้างก็จะถูกร่อนออกไปจากห้องเพราะในห้องมีคนน้อย อีกอย่างห้องธรรมะโดยเนื้อหาแนวความคิดของห้องไม่ยืดหยุ่นให้คุยเรื่องทั่ว ๆ ไปมากนัก บางทีคุยจบประเด็นใด ๆ แล้วห้องก็จะเข้าสู่สภาวะเงียบสงบ ทำให้คนที่เข้ามาแล้วไม่เห็นมีคนคุยก็จะออกจากห้องไป ปัจจัยเรื่องของการปฏิบัติธรรม ผู้ปฏิบัติรรมทั้งหลายต้องมีน้ำอดน้ำทนในการปฏิบัติธรรมทั้งสิ้น การปฏิบัติธรรมที่ห้องแชทสด ๆ โดยผุ้ปฏิบัติธรรมที่มาปฏิบัติธรรมจะต้องใช้ความอดทนอดกลั้นมากขึ้นกว่าการไปปฏิบัติธรรมตามสำนักปฏิบัติธรรมทั่วไปอยู่แล้ว ลำพังการปฏิบัติธรรมปกติตามสำนักปฏิบัติธรรมก็ยากอยู่แล้ว ที่ยากนั้นเกิดจากอนุสัยในจิตหรือบางคนจะเรียกว่านิสัยถาวรในจิตติดแน่นข้ามภพข้ามชาติถ่ายทอดลงสู่สมองผ่านมโนทวรของจิตกลายเป็นสันดานในสมอง ซึ่งการแสดงออกออกมาให้ผุ้นั้นเกิดความรู้สึกทางอารมณ์ต่าง ๆ เช่นโลภ โกรธ หลง ฯลฯ รวมทั้งอาจมีอาการทางกายร่วมด้วย เช่นปวดหัว ปวดท้อง เป็นไข้ ง่วงกระทันหัน ฯลฯ สิ่งเหล่านี้เมื่อปรากฏขึ้นแล้วจะเป็นอุปสรรคในการปฏิบัติธรรมของตนเอง โดยการปฏิบัติรรมผ่านห้องแชทไม่เอื้ออำนวยให้ผมสามารถอธิบายได้มากนัก เมื่อผุ้มาปฏิบัติรรมเจอกับสภาพเหล่านี้แล้วทนต่อสภาพที่เกิดขึ้นไม่ไหวก็ออกจากห้องไป โดยที่แต่ละคนมีอนุสัยในจิตไม่เท่ากันคนที่เกิดมากชาติก็มีอนุสัยมากขึ้นเป็นเงาตามตัว แล้วถูกถ่ายทอดลงสู่สมองกลายเป็นสันดานแล้วแสดงอาการออกมาด้วยอาการที่รุนแรงมากขึ้นเป็นเงาตามตัว จากปัจจัยในการปฏิบัติธรรมตามที่ผมได้อธิบายมาแล้ว เมื่อรวมกับสิ่งที่นักปฏิบัติธรรมที่ศึกษาทฤษฎีมาบ้าง จะรู้ว่าผู้ที่สามารถขจัดอนุสัยในจิตและสันดานในของตนให้หมดสิ้นไปในแต่ละรอบให้หมดสิ้นไปได้ด้วยตนเองได้โดยไม่ต้องพึ่งผู้อื่นอย่างน้อยต้องบรรลุอรหัตผล ไม่ว่าจะเป็นทั้งทางตรงหรือทางอ้อม ทางตรงคือผมได้เขียนวิธีปฏิบัติที่หน้าเว็บอย่างชัดเจนคือผมบอกชัดเจนว่าขอให้ผมช่วยขจัดอนุสัยในจิตและสันดานในสมองได้ในขณะที่ปฏิบัติธรรม ทางอ้อมคือกรณีของผู้ที่ไปปฏิบัติรรมกับพระพุทธองค์ในครั้งพุทธกาลที่พระพระพุทธองค์จะไม่บอกว่าจะล้างอนุสัยสันดานให้ แต่ได้ขจัดอนุสัยสันดานให้กับสาวกของพระพุทธองค์โดยไม่บอกกล่าว ทำให้สาวกรู้สึกว่าได้พึ่งตนเองตามคำสอนในพุทธศาสนาที่ให้พึ่งตนเองในการปฏิบัติธรรม ในขณะที่ผู้ที่จะขจัดอนุสัยสันดานให้ผู้อื่นได้อย่างน้อยต้องบรรลุธรรมขั้นอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณขึ้นไป เมื่อผมแสดงตัวแล้วว่าจะช่วยขจัดอนุสัยสันดานให้กับผู้ที่มาปฏิบัติธรรมจึงมีไม่น้อยที่ยอมรับกับสิ่งที่ผมทำได้ก็จากห้องไป ปัจจัยต่อมาคือตามธรรมชาติของมนุษย์และสิ่งมีชีวิตจะถูกสร้างให้ยึดติดศักยทิฐิเป็นสำคัญ เช่นหลายคนที่มาปฏิบัติรรมแล้วเกิดง่วงจะคิดว่าตนเองง่วงแล้วต้องการพักผ่อนแต่เพียงอย่างเดียวหรือเป็นหลัก ทำให้ไม่สามารถทำความเข้าใจสาเหตุแห่งความง่วงว่านอกจากสภาพทางร่างกายแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นที่มาจากสัมผัสที่ 6 หรือบางคนจะเรียกว่ามีเซนต์ เช่นหลายคนที่มาทำงานกับผมหน้าห้อง ในขณะทำงานเขาจะง่วงบางครั้งงานหนักมาก ๆ ก็จะหลับไป แต่พอผมทำงานเสร็จก็ตื่นขึ้นมาแล้วตาสวางเหมือนเดิม หรือเกิดอาการรับกรรมที่มีลักษณะปนกันระหว่างอาการทางกายภาพ เช่นไปทำเล็บแล้วเกิดเล็บอักเสบไม่หาย ใช้เวลาเป็นอยุ่นานมากแผลที่อักเสบก็ไม่ยุบ เมื่อมาคุยกับผมแล้วผมจึงบอกว่าเขาไปทำกรรมอะไรมาจึงเป็นเช่นนั้น เมื่อเขารู้สาเหตุประกอบกับได้ปฏิบัติรรมหน้าห้องแชทต่อหน้าผม ปรากฏว่าแผลอักเสบเริ่มแห้งลงเหลือแต่อาการทางกายภาพที่ร่างกายจะต้องรักษาตนเองจนหาย น้อยคนจะเข้าใจอย่าว่าจะประจักษ์แจ้งเลย เข้าใจก็ยังจะยากแล้ว เมื่อไม่เข้าใจก็ถอยจากห้องไป อีกปัจจัยหนึ่งเกิดขึ้นจากผู้เขียนเองเป็นคนไร้สาระแล้วหาแก่นสารในการดำเนินชีวิตไม่ได้ เป็นคนที่ชอบคุยอะไรตลกโปกฮาบ้า ๆ บอ ๆ ไปตามประสา ซึงไม่ใช่บุคลิกของนักปฏิบัติธรรมที่ต้องสำรวม คนที่อยู่ในห้องกับผมมานานจะเคยชิน แต่คนที่มาใหม่อาจจะรับสภาพไม่ได้ก็จะถอยออกจากห้องไป แต่เมื่อมาดูสภาพหน้าห้องแล้วคนที่ไม่ได้อยู่หน้าห้องเป็นเวลานานพอจะไม่เห็นผมพิมพ์อธิบายหลักธรรมอะไรที่ยาว ๆ แล้วเป็นสาระตามธรรมชาติของการบรรยายธรรม บางครั้งพอพิมพ์อะไรยาว ๆ แล้วเกิดสมองล้าจากการใช้ความคิด ผมก็จะปล่อยมุขฮาออกมาหน้าห้องหรือหยอกเล่นกับสมาชิกห้องบ้างเป็นการผ่อนคลาย หรือไม่ก็พิมพ์ข้อธรรมโดยเล่นไปกับข้อความปนกันไป เช่นแทนที่จะพิมพ์ว่า "เป็นวิธีการแก้ปัญหาที่ดีที่สุดแล้ว" แต่จะพิมพ์ว่า "เป็นการกินปลาทองที่ดีที่สุดแล้ว" แทน คนที่อยู่มานาน ๆ ก็จะรู้แล้วเข้าใจไปเองโดยอัตโนมัติ แต่สิ่งที่ผมไม่เคยบอกใครก็คือตอนไหนที่ผมเหนื่อยล้าจากการใช้สมองมากหรือเหนื่อยจากการใช้กำลังสมาธิเพ่งมาก ก็จะเล่นมากขึ้นเพื่อให้เกิดอารมณ์ขันเป็นการผ่อนคลายสภาวะความเหนื่อยล้าจากการทำงาน อีกปัจจัยหนึ่งเมื่อผมเองมีหน้าที่ในการทำงานในฐานะของเทพในร่างมนุษย์โดยตรง สิ่งที่รู้มาจากสมาธิบางอย่างจะเป็นเรื่องที่เหนือมนุษย์มาก หลายคนมาเจอสภาพเช่นนี้ก็จะถอย แต่สิ่งหนึ่งซึ่งเป็นที่เข้าใจได้ คือน้อยคนจะศึกษาธรรมะในพุทธศาสนาให้ลึกซึ้ง เห็นแต่เพียงผิวเผินแล้วสรุปเอาเองจากภาพที่ตนเห็นเฉพาะหน้า หากไปพิจารณาคำสอนในพุทธศาสนาจะพบว่าพระพุทธองค์ได้กล่าวไว้ชัดเจนว่าทุกอย่างเป็นไปตามเหตุปัจจัย นั่นหมายความว่าผมจะเป็นเทพระดับใดชั้นไหนนั้นก็เป็นไปตามเหตุปัจจัยที่ทำให้มันต้องเป็นเช่นนั้น หนึ่งในนั้นแล้วเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดคือกรรมปัจจัย อีกอย่างหนึ่งการปฏิบัติธรรมเป็นเรื่องที่ต้องรู้เองเห็นเอง ต่างคนต่างรู้ซึ่งบางทีผมก็จะใช้คำว่าตัวใครตัวมัน หรือจากปัจจัยความที่ผมเป็นคนไร้สาระก็ต้องย้อนกลับไปพิจารณาคำสอนอย่างถ่องแท้ พระพุทะองค์ไม่ได้เน้นที่ภาพลักษณ์ของบุคคลดังตัวอย่างในหลักกาลามสูตร ที่บอกไว้ชัดเจนว่าอย่าเพิ่งเชื่อเพราะเขาเป็นอาจารย์ อย่าเพิ่งเชื่อเพราะหน้าตาดีเสียงไพเราะ แต่ให้นำวิธีการที่เขาบอกมาปฏิบัติ นั่นคือไม่ให้ศรัทธาในตัวบุคคลแต่ให้ศรัทธาต่อแนวทางปฏิบัติ ซึ่งการที่ผมเป็นคนไร้สาระเป็นธรรมชาติของผมแบบนั้นลึก ๆ แล้วคนที่ยังปฏิบัติรรมกับผมอยุ่ได้แล้วอยู่ในห้องไปได้นาน ๆ จะซึมซับความเข้าใจในหลักะรรมที่ผมว่ามาโดยไม่รู้ตัว ใครเข้าใจหลักธรรมที่ผมว่ามาก็จะไม่ยึดติดตัวบุคคลโดยอัตโนมัติ ส่วนวิธีการปฏิบัติเมื่อเขาปฏิบัติได้ผลเป็นรูปธรรมต่อตนเองจะศรัทธาในวิธีปฏิบัติโดยไม่รู้ตัว แล้วถึงแม้เหตุจากความไร้สาระของผม จะทำให้หลายคนเสื่อมศรัทธาจากผม แต่ถ้าเขาได้ผลจากการปฏิบัติก็จะปฏิบัติธรรมต่อไปไม่หยุดเพราะวิธีการปฏิบัตินั้นทำให้ตนพ้นทุกข์โดยไม่คิดที่จะพึ่งผมอีกต่อไป นั่นเท่ากับผู้นั้นจะถูกบีบให้ทำตามคำสอนในพุทธศาสนาที่ว่า "ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน" ในที่สุดจะคิดว่าตนเองปฏิบัติธรรมได้ด้วยตนเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมปรารถนาจะให้เป็น แก้ไขล่าสุด ( วันเสาร์ที่ 13 สิงหาคม 2011 เวลา 13:01 น. ) |