รายการหลัก
เข้าสู่ระบบ



จำนวนผู้เข้าชมปัจจุบัน
เรามี 19 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
สถิติผู้เข้าชม
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้332
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้363
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้332
mod_vvisit_counterสัปดาห์ที่แล้ว2609
mod_vvisit_counterเดือนนี้7246
mod_vvisit_counterเดือนที่แล้ว9045
mod_vvisit_counterทั้งหมด301856

20 นาทีที่ผ่านมา 10
IP ของคุณ 38.107.179.219
,
วันที่ 20-พฤษภาคม-2012 เวลา : 20:28:38

เปิดแล้วสำนักปฏิบัติธรรมทั่วถิ่นบนเว็บ

สมาธิแผ่เมตตาว่าดีแน่  แต่ไม่แก้อนุสัยก็ไร้ผล

อนุสัยจะพาให้เราอับจน  อยู่อย่างคนไร้สวรรค์ไม่ยาวนาน

อันมนุษย์เขาว่าสุดประเสริฐ  จะเตลิดลงนรกไปใยเล่า

เผาอนุสัยให้สิ้นในจิตเรา  เราจะได้อยู่สวรรค์นิรันดร์เอย

โดย  ธนวัฒน์  สวัสดิ์แก้ว

 หากท่านใดสนใจ ก็ ไป ปฏิบัติได้ใน irc.webmaster.com #ธรรมมะ

เพิ่มช่องทาง irc.thaiirc.com #ธรรมะ Nick ธรรมะ ขอบคุณครับ

ทางเข้า 
เว็บบอร์ด Chat สดผ่าน web คลิ๊ก

Update  พร้อมเปิดฟังเสียงบรรยายเรื่องปฏิจจสมุปบาท

ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่สุดยิ่งกว่าการปฏิบัติธรรมได้แล้วที่  เสียงปฏิจจสมุปบาท

พบกับ irc.dhumma.org  ได้แล้วนะครับ

Chat กันที่ห้อง #ธรรมะ Nick ธรรมะ นตะครับ

รายละเอียดคลิ๊ก  รายละเอียด IRC ได้เลยครับ

ดาวน์โหลดโปรแกรมเข้า Server โดยตรงได้ที่ OrnateIRC

แล้วเข้าไปที่ C:\OrnateDhumma

หา OrnateIRC.exe คลิ๊กเข้าไป

จะเข้าไปยัง Chat Server

แก้ไขล่าสุด ( วันพุธที่ 14 มีนาคม 2012 เวลา 10:52 น. )

 

วันนี้มี 1 เรื่อง  คือ


1.  ทำสมาธิในห้องแชทได้หรือไม่

 

ฟังเสียงได้แล้วที่ นี่เลยครับ  มีให้ฟัง 181 เรื่อง  จะทยอย

อัดเพิ่มไปเรื่อย ๆ 

 

 

แก้ไขล่าสุด ( วันพุธที่ 07 มีนาคม 2012 เวลา 09:13 น. )

 

วิธีการอ่านบทความในเว็บ  เพื่อประโยชน์สูงสุดในการอ่าน  ให้ผู้อ่านเริ่มอ่านจาก  เรื่องที่  เกี่ยวกับสมาธิ  รวมทั้งหัวข้อย่อยให้หมดเสียก่อน  หรือไม่หากไม่มีเวลามากนัก  ให้คลิกฟังเสียงบรรยายเหนือสถิติผู้เข้าชม  ตรง  เสียง  MP3 มี 5 เมนูย่อย  โดยเริ่มจาก อนุสัยต่อด้วยสันดานจนจบทั้ง 5  ตอน  หากผู้อ่านได้อ่านและหรือได้ฟังในสิ่งที่ผู้เขียนได้บรรยายไว้ด้วยความตั้งใจ  และมีความอดทนขยันหมั่นเพียรยิ่ง  ผู้เขียนมีความมั่นใจว่าผู้อ่านจะสามารถปฏิบัติจนสามารถเห็นผลจากการปฏิบัติอย่างที่ผู้เขียนได้ประสบกับตนเองมาแล้ว

สมาชิกท่านใดมีข้อสงสัยหรืออยากมีส่วนร่วมในการนำเสนอหัวข้อบน webside ให้ email มาที่
อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน     หากหัวข้อใดถูกนำเสนอขึ้น webpage สมาชิกผู้นั้นจะได้รับการจารึกชื่อไว้ที่หน้า webpage นั้น  เช่นนำเสนอโดย  กิ่ง deksang  เป็นต้น

เพื่อประโยชน์ของผู้ศึกษาธรรมให้ได้ผลจากการปฏิบัติอย่างแท้จริง  ควรเริ่มอ่านจากหัวข้อ การทำสมาธิ  ทุกหัวข้อย่อยอย่างละเอียดจนครบทุกหัวข้อให้เข้าใจอย่างถ่องแท้  จึงลงมือปฏิบัติ  แล้วจึงมาพิจารณาว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับเราเป็นเช่นนั้นหรือไม่มากน้อยอย่างไร  เพียงใด

บทความทุกบทความที่ปรากฏอยู่  ผู้อ่านจำเป็นต้องทบทวนสิ่งที่ได้อ่านมาแล้ว  เพราะบทความบทหนึ่งที่ผมได้เขียนไว้  จะอาศัยใช้ความรู้เดิมจากบทความก่อนหน้ามาอ้างอิงเสมอไม่มากก็น้อย  หากไม่นำความรู้เดิมมาอ้างอิงอาจทำให้ผู้อ่านไม่เข้าใจในสิ่งที่เขียนไว้อย่างละเอียดลึกซึ้งได้  อ่านแล้วคิดตาม  อ่านแล้วอ่านอีกหลาย ๆ  รอบจะได้เข้าใจดียิ่งขึ้น  ซึ่งลักษณะเช่นนี้ก็มีปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎกด้วย  เช่น  อุเบกขาที่ปรากฏในเรื่องรูปฌาณ  ก็คืออุเบกขาความเดียวกันทุกประการนี้ไปปรากฏอยู่ในพรหมวิหาร 4  ด้วย  เมื่อผู้เขียนใช้วิธีการและกระบวนการศึกษาธรรมะเช่นเดียวกับวิธีการทีพระพุทธองค์ทรงใช้ในครั้งพุทธกาล  สิ่งที่ผู้เขียนรู้เห็นจึงมีลักษณะเช่นเดียวกับสิ่งที่พระพุทธองค์ท่านรู้เห็นด้วย  ต่างกันที่กาลเวลาที่รู้เห็นเท่านั้น 

สามารถสมัครเป็นสมาชิกได้โดยคลิกที่  ลงทะเบียน  ได้นะครับ   สามารถใช้ Username ทั้งในบทความและใน  webboard  ได้อย่างสมบูรณ์  จะลงทะเบียนหรือ  Login  จากส่วนใดก็ได้นะครับ 

แก้ไขล่าสุด ( วันพฤหัสบดีที่ 08 ตุลาคม 2009 เวลา 08:06 น. )

 

เริ่มจากให้พิจารณาความพร้อมในตนก่อน  หากตนเองมีความฟุ้งซ่านหรือมีความแส่ส่ายทางความคิดมาก  ให้เริ่มต้นด้วยการสูดลมหายใจเข้าออกให้ลึก ๆ  อย่างช้า ๆ  หายใจเข้าออกให้เต็มปอดให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้วผ่อนลมหายใจอย่างช้า ๆ  จนหมดลม  แล้วให้สูดลมหายใจเข้าไปใหม่  แล้วปล่อยลมหายใจออกจนกระทั่งความคิดทั้งหมดรวมศูนย์อยู่ที่ลมหายใจ  แล้วให้ปล่อยลมหายใจเข้าออกนั้นให้เป็นไปตามธรรมชาติแล้วให้เฝ้าสังเกตลักษณะของลมหายใจเข้าออก  การติดตามลมหายใจเข้าออกนี้จะเรียกว่าการทำอาณาปานสติ

แล้วให้เราค่อย ๆ  นึกสำรวจการกระทำต่าง ๆ  ว่าในแต่ละวันได้ทำอะไรไปบ้างแล้วพยายามนึกย้อนไปถึงการกระทำในอดีตให้ได้มากที่สุดโดยไม่เข้าข้างตนเอง  แล้วพิจารณาว่าเราทำสิ่งใดไปด้วยพฤติกรรมใดบ้าง  เช่นเมื่อวานทะเลาะกับเพื่อนเพราะความเห็นแก่ตัว  สมัยเด็กชอบรังแกสัตว์เพราะความอยาก  ตอนทำงานไปโกงเงินบริษัทเพราะความโลภ  ฯลฯ  ให้พิจารณาตนเองในลักษณะนี้  แล้วให้ยอมรับในความจริงที่ตนเองทำไปให้ได้ทุกเรื่อง  จากนั้นจะเกิดแรงบีบคั้นขึ้นมาในจิตใจ  โดยผู้มีคุณธรรมมากจะเกิดแรงบีบคั้นทางจิตใจน้อย  แล้วคนที่มีคุณธรรมน้อยจะเกิดแรงบีบคั้นทางจิตใจมาก  ให้ยอมรับแล้วจำทนต่อแรงบีบคั้นที่เกิดขึ้นให้ในจิตใจได้  พยายามเปลี่ยนความรู้สึกจากความจำทนให้เป็นการยอมทนแล้วยอมรับเพื่อฟั่นฝ่าเพื่อเอาชนะแรงบีบคั้นทางจิตใจที่เกิดขึ้นนี้ให้ได้  ด้วยการค่อย ๆ  ขจัดเหตุที่ทำให้ตนเป็นทุกข์นี้ให้ค่อย ๆ  หลุดออกจากตนไปให้ได้  ถ้ามีโลภ  โกรธ หลง  ฯลฯ  มีในตนอย่างไรให้เห็นแล้วยอมรับอย่างนั้นแล้วค่อย ๆ  นึกขจัดออกเหมือนค่อย ๆ  เก็บขยะหรือกำจัดขยะให้ค่อย ๆ  พ้นไปจากบ้านจนหมด  ความสงบจะค่อย ๆ  เข้ามาแทนที่ความหงุดหงิดฟุ้งซ่านทีละเล็กทีละน้อย  จนกระทั่งความหงุดหงิดฟุ้งซ่านหมดสิ้นแล้วจะเข้าถึงความสงบลุ่มลึกซึ่งเป็นผลเบื้องต้นที่เราได้รับ

เมื่อเข้าถึงสภาวะนี้แล้วให้เราตั้งจิตอธิษฐานว่า  "ขอแผ่เมตตาให้สรรพจิตสรรพวิญญาณให้ขึ้นสู่สุคติ  และแผ่เมตตาให้สรรพชีวิตรวมทั้งมนุษย์ให้มีความสุขความเจริญ  กุศลที่ได้อุทิศให้สรรพจิตสรรพชีวิต"  แผ่เมตตาไปสักระยะหนึ่งจะเริ่มมีความรู้สึกหงุดหงิดฟุ้งซ่าน  แต่ถ้าเราไม่สนใจความหงุดหงิดฟุ้งซ่านที่เริ่มเกิดขึ้น  ความหงุดหงิดฟุ้งซ่านนั้นจะเพิ่มความเข้มข้นมากขึ้นเรื่อย ๆ  เพราะการแผ่เมตตาเป็นสมาถะ  สมาถะเมื่อทำแล้วจะไปกระตุ้นให้อนุสัยซึ่งฝังแน่นในจิตและสันดานที่ฝังแน่นในสมองผุดขึ้นมาก่อให้เกิดความไม่สงบฟุ้งซ่านขึ้นมาอีก  ให้ย้อนกลับไปสำรวจตนเองใหม่อีกรอบ  การทำสมาธิหนึ่งรอบประกอบด้วยการสำรวจตนเองแล้วขจัดข้อบกพร่องที่ไม่ดีออกจนค่อย ๆ  หมดสิ้นไปต่อด้วยการแผ่เมตตาเสมอ  หากทำอย่างใดอย่างหนึ่งจะไม่ถือว่าเป็นการกระทำสมาธิที่สมบูรณ์  หากเราสำรวจตนเองจนสามารถขจัดข้อบกพร่องที่ไม่ดีออกไปได้แล้วไม่แผ่เมตตา  นายเวรที่เราไปละเมิดเขาเอาไวจะนำอนุสัยนายเวรของตนมาติดที่เราได้อีก  หากแผ่เมตตาอย่างเดียวโดยไม่สำรวจพิจารณาหาข้อบกพร่องที่ตนมีแล้วขจัดออกให้ค่อย ๆ  หมดสิ้นก่อนการแผ่เมตตาจะทำให้จิตนอกจากจะไม่บริสุทธิ์แล้ว  จะเป็นการซ้ำเติมก่อให้เกิดอนุสัยในจิตมากขึ้น  แล้วส่งผลให้สันดานที่ไม่ดีเพิ่มมากขึ้นตามอนุสัยในจิตด้วย 

หากผู้ใดไม่อาจทำสมาธิให้เกิดผลหรือทนต่อแรงบีบคั้นทางจิตใจตามที่ผู้เขียนอธิบายมาแล้วไม่ได้  ให้อธิษฐานจิตนึกถึงผู้เขียนแล้วขอให้ผู้เขียนช่วยใน 2  เรื่องนี้ได้ทันที  1.  การขจัดข้อบกพร่องที่แต่ละคนได้พบเจอ  2.  กุศลไม่เพียงพอที่จะทำให้นายเวรอโหสิกรรมได้  แล้วขอให้ช่วยได้เพียง 2  เรื่องในเบื้องต้นเท่านั้น  ไม่อาจขอในเรื่องอื่นซึ่งไม่เกียวข้องได้  อย่างไรก็ดีเมื่อเราทั้งหลายสามารถทนต่อแรงบีบคั้นได้มากขึ้นแล้ว  ให้เราทั้งหลายค่อย ๆ  ลดการพึ่งพาผู้เขียนลงทีละน้อย ๆ  แล้วพึ่งตนเองให้มากขึ้น  ในที่สุดทุกคนก็จะสามารถพึ่งตนเองได้  ไม่ว่าอาการที่เกิดขึ้นจะเป็นความรู้สึกทางกายหรือความรู้สึกทางใจก็ตาม  หากปฏิบัติถูกต้อง  เมื่อระยะเวลาผ่านไป  แรงบีบคั้นในจิตใจที่จะเกิดขึ้นจะค่อย ๆ  น้อยลง  ความเจ็บป่วยทางกายจะค่อย ๆ  น้อยลงไปด้วย  ตามกาลเวลาที่ผ่านไปจากวันเป็นเดือน  จากเดือนเป็นปี  แล้วต่อไปเรื่อย ๆ  เป็นปี ๆ  แรงบีบคั้นในจิตใจจะหมดลงแล้วถ้าจะเกิดขึ้นมาอีกจะน้อยมาก  ความเจ็บป่วยทางกายหากยังหลงเหลืออยู่ก็จะมีน้อยถึงน้อยมาก  แล้วความสุขอันแท้จริงจะเกิดขึ้น  ขอให้ทุกคนประสบความสำเร็จแล้วเห็นผลจากการปฏิบัติเพื่อนำไปสู่การพ้นทุกข์อย่างถาวรในเร็ววัน

Update  วิธีการปฏิบัติล่าสุด  ก่อนลงมือสำรวจสันดานในสมองอย่างอื่นให้ลงมือสำรวจลักษณะความคิดทั้ง 3 อย่างนี้ว่ายังมีอยู่ในสมองหรือไม่แล้วขจัดออกให้สิ้นก่อน  ดังนี้  1.  ยังสนใจในความคิดและเจตนาของผู้อื่น  2.  ยังมีความห่วงใยในบุคคล  สถานที่  สิ่งของ  สัตว์และวัตถุต่าง ๆ  3.  ห่วงอดีตและอนาคตของตนเอง  นั่นหมายความว่าให้ตัดออกชั่วคราวตอนลงมือปฏิบัติเท่านั้น

แก้ไขล่าสุด ( วันพุธที่ 21 เมษายน 2010 เวลา 15:57 น. )

 

ที่จริงแล้วผู้เขียนน่าจะอธิบายเรื่องนี้มานานแล้วตั้งแต่เริ่มทำเว็บ  แต่ในช่วงบแรก ๆ  ของการเขียนเมื่อปีที่แล้วผู้เขียนตั้งใจที่จะเขียนเพียงธรรมะขั้นพื้นฐานแล้วพยายามที่จะไม่ให้พิสดารผิดธรรมชาติมากนัก  แต่เมื่อประสบการณ์ของผู้เขียนเองที่ได้ประสบมากลับมีแต่เรื่องที่พิสดารแล้วยึดโยงผูกพันตนเองจากในอดีตชาติเท่าที่ผุ้เขียนรู้แล้วส่งผลมาเกิดขึ้นกับตนเองในปัจจุบัน  หากไม่เขียนเรื่องที่พสดารเหล่านี้จะทำให้ผู้เขียนไม่สามารถเขียนเว็บได้เลย  เรื่องที่ผู้เขียนได้เขียนหลาย ๆ  เรื่องอาจจะขัดกับความเชื่อของผู้อ่าน  หลาย ๆ  เรื่องจะเกี่ยวข้องในเรื่องของเทพและสิ่งศักดิ์สิทธิ์  ซึ่งการเขียนเรื่องทำนองนี้ย่อมส่งผลเสียต่อตัวผู้เขียนเองมากกว่าผลดี  แต่ทั้งหมดนี้ผู้เขียนเองไม่ได้ใส่ใจเลยแม้แต่น้อยแล้วด้วยเหตุที่ไม่ได้ใส่ใจจึงเพิ่่งที่จะเขียนเจตนารมณ์ในการทำเว็บของตนเองหลังจากได้เขียนเรื่องอื่นไปแล้วประมาณพันกว่าเรื่อง

สิ่งแรกที่ผู้เขียนได้ตระหนักคือการนำเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับตนเองมาเล่า  เพื่อสะท้อนให้เห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับแต่ละคนในปัจจุบันมีผลมาจากกรรมหรือการกระทำของตนเองทั้งในปัจจุบันชาติและอดีตชาตือย่างแท้จริง  หากกรรมนั้นมาจากอดีตชาติแล้วกำลังส่งผลในปัจจุบันหากกรรมนั้นส่งผลเป็นอโหสิกรรมแล้วจะส่งผลต่อตนเองอย่างไร  แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้ผุ้เขียนไม่สามารถนำมาจากการบอกเล่าของผู้อื่นได้นอกจากตนเอง  เพราะผลที่เกิดขึ้นกับคนอื่นย่อมเป็นสภาวะของผู้นั้นแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น  เช่นนาย ก.  ถูกมีดแทงปักอกเจ็บทั้งกายและเจ็บทั้งใจ  ผลของการเจ็บกายซึ่งเกิดขึ้นกับนาย ก.  ณ.  เวลานั้นเกิดขึ้นแต่เฉพาะนาย ก.  แล้วรับรุ้ความทรมานทางกายแต่เพียงผุ้เดียวเท่านั้น  ผู้อื่นถึงอยากจะเจ็บกายไปพร้อมกับนาย ก.  ก็ไม่อาจทำได้  แล้วถึงแม้ผลที่เกิดขึ้นทางใจในหลาย ๆ  กรณีเช่นความรู้สึกในใจของผู้เขียนย่อมไม่มีผู้ใดเข้าถึงได้เช่นกัน

อีกอย่างหนึ่งธรรมะที่ผู้เขียนจะเรียกแล้วนิยามว่าธรรมะแบบตลาด  หรือถ้าหากอธิบายอีกความหมายคือธรรมะที่คนส่วนใหญ่ต้องการ  มักจะเป็นเรื่องที่เป็นเรื่องง่าย ๆ  ฟังแล้วสบาย ๆ  หรือเป็นสิ่งที่นำไปปฏิบัติโดยตรงมากกว่า  หรือแม้แต่ในเว็บธรรมะทั้งหลายส่วนใหญ่จะเป็นที่เก็บรวบรวมคำสอนจากพระเกจิอาจารย์ชื่อดังหรือเป็นที่รวบรวมบทสวดมนต์ที่ทำให้รู้สึกเข้าถึงแล้วสัมผัสได้ง่าย  แล้วคำสอนเหล่านี้เป็นที่ยอมรับแล้วสร้างความศรัทธาให้กับผู้อ่านหรือผุ้ฟังได้เป็นอย่างดีแล้ว  ผูเขียนจึงเรียกเว็บทำนองนี้ว่าเว็บการตลาดธรรมะ  ซึ่งสิ่งที่ผู้เขียนได้พิจารณาแล้วว่าเว็บการตลาดทำนองนี้เป็นเว็บที่เขียนง่ายเนื่องจากเป็นการเขียนแล้วเก็บรวบรวมมาจากสิ่งที่มีอยู่แล้วจากผู้อื่นรวมทั้งสิ่งที่มีอยุ่แล้วจากพระไตรปิฎก  แต่สิ่งที่ผู้เขียนได้เขียนไม่ได้ตอบสนองการตลาดแบบนี้เลยแม้แต่น้อย  แต่กลับตอบสนองตลาดของคนส่วนน้อยมากกว่า  เพราะสิ่งที่เขียนมาจากประสบการณ์ของตนเองล้วน ๆ  หรือไม่ก็มาจากประสบการณ์ที่เกิดขึ้นกับสหายธรรมแต่ผู้เขียนมีส่วนร่วมอยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วย

สาเหตุที่ผุ้เขียนได้เขียนโดยไม่ได้ประหวั่นพรั่นๆรึงในสิ่งที่ได้เขียน  เนื่องจากผู้เขียนได้ปฏิบัติตามคำสอนแห่งพระพุทธองค์อย่างเคร่งครัด  โดยเฉพาะทุกเรื่องผู้เขียนไม่ได้เขียนเพื่อให้ผุ้ใดมาเชื่อหรือศรัทธาผู้เขียน  หากผุ้เขียนจะทำเช่นนั้นผุ้เขียนจะไม่สามารถเขียนเว็บได้เลย  เพราะหลายเรื่องจะเกี่ยวข้องกับการกระทำระหว่างผู้เขียนกับเทพหรือแม้แต่พระพุทธเจ้าในอดีตชาติ  หลายเรื่องก็เป็นสิ่งที่ทำระหว่างผู้เขียนกับเทพและพระพุทธเจ้าในปัจจุบันชาติ  หลายเรื่องก็เป็นเรื่องสัมผัสที่ 6  ซึ่งผู้เขียนได้แยกส่วนไว้อย่างชัดเจน  หลายเรื่องก็มีลักษณะออกไปในแนวอวดอุตริหรืออวดคุณวิเดศษ  ทั้งหมดนี้ย่อมไม่ได้เกิดขึ้นแล้วเป็นจริงกับผุ้อื่นแล้วผู้เขียนจะมาบอกให้ผู้อ่านเชื่อได้อย่างไร

แนวทางการเขียนเว็บของผู้เขียนจะเน้นการเขียนในลักษณะปัจจุบันขณะ  อาจมียกเว้นบ้างหากเป็นเรื่องธรรมะพื้น ๆ  ที่ใช้ความรุ้ที่ได้รับจากประสบการณ์ซึ่งสั่งสมมายาวนานนับ 10 ปี  เมื่อทุกเรื่องเขียนจากปัจจุบันขณะทำให้ผู้เขียนต้องศึกษาหาความรุ้เพื่อนำมาเขียนเสมอ ๆ  ปัจจุบันขณะที่ว่ามีทั้งปัจจุบันขณะที่กำลังเกิดโดยเฉพาะวิบากกรรมที่กำลังส่งผลต่อผู้เขียนแล้วได้รับผลทั้งดีและไม่ดีในปัจจุบันอย่างไร  ถ้าผลนั้นไม่ดีจะดับอย่างไรถ้าผลนั้นดีอยู่แล้วจะทำอย่างไรให้ดีขึ้น  อีกส่วนจะเขียนจากปัจจุบันที่รู้  โดยที่ปัจจุบันที่รู้อาจจะมีส่วนที่ขัดแย้งกับสิ่งที่รู้เดิม  ซึ่งผู้เขียนได้อธิบายไปแล้วเกี่ยวกับเรื่องที่เกี่ยวข้องกับอุปทาน  อีกส่วนหนึ่งที่ค่อย ๆ  รู้เพิ่มเติมมาเรื่อย ๆ  ในปัจจุบันขณะคือสิ่งที่ผุ้เขียนเองเป็นผุ้กระทำและเป็นทั้งผุ้ถูกกรนะทำในอดีตชาติ  อีกส่วนมาจากเหตุการณ์ปัจจุบันที่เกิดขึ้นแล้วนำมาแปลงให้เป็นเรื่องที่ไม่พาดพึงถึงผู้ใดโดยไม่เอ่ยชื่อใคร  แล้วนำประสบการณ์ที่ผู้เขียนสั่งสมมาไปแสดงความเห็นว่าถ้าเหตุนั้นเกิดขึ้นกับผู้เขียนแล้วผู้เขียนจะทำอย่างไร  โดยอาศัยหลักธรรมใดทำไมในการตัดสินใจ

ย้อนกลับไปเมื่อประมาณเดือนกรกฎาคมปี 2552  ซึ่งเป็นช่วงแรก ๆ  ของการทำเว็บได้มีสหายธรรมได้แสดงความเป็นห่วงว่าผุ้เขียนจะนำเรื่องจากที่ไหนมาเขียน  เนื่องจากการเช่าโฮสต์ทำเว็บย่อมมีค่าใช้จ่าย  แต่ผู้เขียนได้ตอบว่าผู้เขียนมีเรื่องให้ได้เขียนมากมาย  โดยเริ่มต้นจากการเขียนจากธรรมะพื้น ๆ  ก่อนซึ่งเป็นเรื่องที่เขียนง่ายโดยที่ทั้งผู้เขียนและผุ้อ่านมีความเข้าใจได้โดยง่ายอยู่แล้ว  ต่อมาจึงเขียนเรื่องที่ยากขึ้นแล้วพิสดารมากขึ้น  หลายต่อหลายเรื่องแล้วอาจจะเป็นส่วนใหญ่ผุ้อ่านจำเป็นต้องมีประสบการณ์จากการปฏิบัติแล้วเห็นผลจากการปฏิบัติขั้นพื้นฐานต่อตนเองก่อนจึงจะเข้าใจเช่นเดียวกับการอ่านพระไตรปิฎก  ผู้ใดที่ไมเข้าถึงปฏิเวะหรือเข้าถึงผลจากการปฏิบัติจะได้เพียงเข้าใจตัวหนังสือเท่านั้นแต่จะไม่อาจเข้าใจถึงผลอันลึกซึ้งแยบยลได้เลย  เป็นเพียงผู้รู้ธรรมะเท่านั้นเนื่องจากไม่ได้ปฏิบัติ

สิ่งที่ผู้เขียนมีให้นอกเหนือจากการนำคำสอนแห่งพระพุทธองค์มาแฝงไว้ในลักษณะการบอกเล่าผ่านประสบการณ์ของผุ้เขียนเองแล้ว  ยังอธิบายด้วยว่าหากปฏิบัติตามนั้นส่งผลต่อตนเองอย่างไรถ้าไม่ปฏิัติตามนั้นผลจะเป็นอย่างไร  ซึ่งเป็นส่วนที่การคัดลอกคำสอนจากตำรามิได้มีให้  นี่จึงเป็นเหตุให้เว็บของผู้เขียนแตกต่างไปจากเว็บธรรมะโดยส่วนใหญ่อย่างสิ้นเชิง  เนื่องจากเว็บธรรมะส่วนใหญ่จะมีอะไรที่ซ้ำ ๆ  กันหรือเป็นไปในแนวทางเดียวกันคือสิ่งที่คนส่วนใหญ่ยอมรับอยู่แล้ว  อีกอย่างหนึ่งเมื่อพิจารณาคำสอนแล้วพระพุทธองค์ท่านกล่าวว่าถึงไม่บอกว่าอะไรดีหรือไม่ดีเราทั้งหลายก็รู้กันอยู่แล้ว  แต่สิ่งที่พระพุทธองค์ทรงชี้แนะคือทำอย่างไรที่จะทำให้เราไม่ทำในสิ่งที่ไม่ดีนั้นแล้วก่อทุกข์ให้ตนทั้งปัจจบันและอนาคต  ในขณะเดียวกันทำอย่างไรให้สิ่งที่มีแล้วก่อทุกข์ให้ตนทั้นไม่ตามไปก่อทุกข์ให้ตนทั้งในปัจจุบันและอนาคตอีก  ซึ่งผู้เขียนได้ใช้หลักการตามคำสอนนี้มาเป็นแนวทางในการเขียนเว็บด้วย

ทั้งหมดนี้จึงไม่เป็นที่ดึงดูดใจให้ผุ้อ่านได้เข้ามาอ่านเป็นจำนวนมาก  เนื่องจากสิ่งที่ผู้เขียนได้เขียนเป็นสิ่งที่ต้องคิดตามก่อนหากไม่คิดตามจะอ่านไม่เข้าใจ  ในขณะที่ความต้องการของคนส่วนใหญ่เท่าที่ผู้เขียนสัมผัสมาคือชอบสิ่งที่เข้าใจง่าย ๆ  อ่านสบาย ๆ  โดยไม่ต้องคิดหรือใช้ปหัญญาเพียงเล็กน้อย  ซึ่งสะท้อนถึงคุณภาพของธรรมะนั้นด้วย  อะไรที่ดีอย่างแท้จริงจะเป็นสิ่งที่กว่าจะได้มามันแสนยาก  แต่สิ่งที่รู้สึกว่าดีเป็นสิ่งที่ดีกลับเป็นสิ่งที่ได้มาอย่างง่าย  อีกอย่างผู้ที่มี sense  หรือมีสัมผัสที่ 6  ที่ค่อนข้างดีจะสามารถรับรู้ถึงอาการซึ่งแสดงถึงความขัดแย้งระหว่างธรรมะที่เป็นที่ยอมรับกับธรรมะซึ่ผู้เขียนได้เขียนด้วยอาการต่าง ๆ  ทางกาย  เช่นอ่านแล้วง่วง  อ่านแล้วมึนหัว  อ่านแล้วมีอาการต่าง ๆ  เกิดขึ้นกับตนเองมากมาย  สิ่งเหล่านี้ย่อมเป็นปัจจัยทำให้มีผลต่อจำนวนผุ้เข้าชม  แต่อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็นอุปสรรคแต่ผู้เขียนก็ไม่ย่อท้อแล้วจะทำตามอุดมการณ์ที่ผู้เขียนมีต่อไป

แก้ไขล่าสุด ( วันพฤหัสบดีที่ 14 ตุลาคม 2010 เวลา 11:58 น. )

 

หลังจากที่ผมเองได้เปิดห้องแชทธรรมะขึ้น  จากช่วงแรก ๆ  ผมจะแนะนำวิธีปฏิบัติด้วยการพิมพ์ให้อ่านสด ๆ  หน้าห้อง  แต่ต่อมาถ้าจะให้พิมพ์วิธีปฏิบัติทุกครั้งที่มีคนสนใจปฏิบัติธรรมก็ไม่ไหว  จึงได้เป็นจุดกำเนิดเว็บธรรมะแห่งนี้ขึ้นมา  จากเริ่มต้นมีคเข้าออกในลักษณะขาจรมากกว่าขาประจำในอัตราที่มากกว่าหลายเท่า  ทำให้ผมเองในฐานะที่เป็นนักปฏิบัติธรรม  จึงได้เก็บรวบรวมเหตุผลหรือเหตุปัจจัยต่าง ๆ  ที่ทำให้มีน้อยคนถึงน้อยคนมากจะสามารถอยุ่ในห้องธรรมะได้  นับจากเริ่มเปิดห้อง #ธรรมมะ  ใน server irc.webchat.org  มาเป็นระยะเวลา 2 ปีครึ่งโดยประมาณ  ผมเองได้เก็บสถิติคนเข้ามาแล้วออกไปแล้วนำมาวิเคราะห์ว่าเหตุปัจจัยใดบ้างที่ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่อาจจะเป็นสมาชิกประจำห้องธรรมะได้  โดยผมเองเริ่มเก็บสถิติโดยสังเกตการณ์แล้วนำมาวิเคราะห์โดยละเอียด  แล้วที่ผมได้แจ้งข่าวเรื่องนี้มาจะได้เป็นการเตรียมใจของผู้ที่จะมาเป็นสมาชิกห้องในปัจจุบันและอนาคตที่จะมาถึงว่า  เมื่อมาเป็นสมาชิกห้องจะมีสภาพอย่างไรบ้าง  ซึ่งสภาพเหล่านี้จะเป็นตัวบ่งบอกว่าคุณสามารถเป็นสมาชิกห้องได้นานหรือไม่เพียงใดด้วย

ปัจจัยแรกคือเรื่องของกฎระเบียบของห้อง  ซึ่งผุ้เขียนเองได้ทำรายชื่อสมาชิกห้องเอาไว้แต่ไม่ได้ Update  นานมาก  กฎระเบียบห้องนี้ไม่ตอบสนองคนที่กระหายที่อยากจะเป็นผุ้คุมห้อง  ตำแหน่งต่าง ๆ  ในห้องจะบ่งบอกว่าผู้นั้นสามารถผ่านตะแกรงร่อนแล้วเป็นสมาชิกประจำได้หรือไม่  อีกอย่างห้องแชทที่ผมสร้างขึ้นไม่ได้เน้นปริมาณสมาชิกห้อง  แต่เน้นถึงคุณภาพของสมาชิกห้องเป็นหัวใจสำคัญ  ทำให้หลายคนที่เข้ามาในห้องแล้วเจอผมอยู่ในห้องคนเดียวบ้าง  หรือเจอสมาชิก 2 -3 คนบ้างก็จะถูกร่อนออกไปจากห้องเพราะในห้องมีคนน้อย  อีกอย่างห้องธรรมะโดยเนื้อหาแนวความคิดของห้องไม่ยืดหยุ่นให้คุยเรื่องทั่ว ๆ  ไปมากนัก  บางทีคุยจบประเด็นใด ๆ  แล้วห้องก็จะเข้าสู่สภาวะเงียบสงบ  ทำให้คนที่เข้ามาแล้วไม่เห็นมีคนคุยก็จะออกจากห้องไป

ปัจจัยเรื่องของการปฏิบัติธรรม  ผู้ปฏิบัติรรมทั้งหลายต้องมีน้ำอดน้ำทนในการปฏิบัติธรรมทั้งสิ้น  การปฏิบัติธรรมที่ห้องแชทสด ๆ  โดยผุ้ปฏิบัติธรรมที่มาปฏิบัติธรรมจะต้องใช้ความอดทนอดกลั้นมากขึ้นกว่าการไปปฏิบัติธรรมตามสำนักปฏิบัติธรรมทั่วไปอยู่แล้ว  ลำพังการปฏิบัติธรรมปกติตามสำนักปฏิบัติธรรมก็ยากอยู่แล้ว  ที่ยากนั้นเกิดจากอนุสัยในจิตหรือบางคนจะเรียกว่านิสัยถาวรในจิตติดแน่นข้ามภพข้ามชาติถ่ายทอดลงสู่สมองผ่านมโนทวรของจิตกลายเป็นสันดานในสมอง  ซึ่งการแสดงออกออกมาให้ผุ้นั้นเกิดความรู้สึกทางอารมณ์ต่าง ๆ  เช่นโลภ โกรธ หลง  ฯลฯ  รวมทั้งอาจมีอาการทางกายร่วมด้วย  เช่นปวดหัว  ปวดท้อง  เป็นไข้  ง่วงกระทันหัน  ฯลฯ  สิ่งเหล่านี้เมื่อปรากฏขึ้นแล้วจะเป็นอุปสรรคในการปฏิบัติธรรมของตนเอง  โดยการปฏิบัติรรมผ่านห้องแชทไม่เอื้ออำนวยให้ผมสามารถอธิบายได้มากนัก  เมื่อผุ้มาปฏิบัติรรมเจอกับสภาพเหล่านี้แล้วทนต่อสภาพที่เกิดขึ้นไม่ไหวก็ออกจากห้องไป  โดยที่แต่ละคนมีอนุสัยในจิตไม่เท่ากันคนที่เกิดมากชาติก็มีอนุสัยมากขึ้นเป็นเงาตามตัว  แล้วถูกถ่ายทอดลงสู่สมองกลายเป็นสันดานแล้วแสดงอาการออกมาด้วยอาการที่รุนแรงมากขึ้นเป็นเงาตามตัว

จากปัจจัยในการปฏิบัติธรรมตามที่ผมได้อธิบายมาแล้ว  เมื่อรวมกับสิ่งที่นักปฏิบัติธรรมที่ศึกษาทฤษฎีมาบ้าง  จะรู้ว่าผู้ที่สามารถขจัดอนุสัยในจิตและสันดานในของตนให้หมดสิ้นไปในแต่ละรอบให้หมดสิ้นไปได้ด้วยตนเองได้โดยไม่ต้องพึ่งผู้อื่นอย่างน้อยต้องบรรลุอรหัตผล  ไม่ว่าจะเป็นทั้งทางตรงหรือทางอ้อม  ทางตรงคือผมได้เขียนวิธีปฏิบัติที่หน้าเว็บอย่างชัดเจนคือผมบอกชัดเจนว่าขอให้ผมช่วยขจัดอนุสัยในจิตและสันดานในสมองได้ในขณะที่ปฏิบัติธรรม  ทางอ้อมคือกรณีของผู้ที่ไปปฏิบัติรรมกับพระพุทธองค์ในครั้งพุทธกาลที่พระพระพุทธองค์จะไม่บอกว่าจะล้างอนุสัยสันดานให้  แต่ได้ขจัดอนุสัยสันดานให้กับสาวกของพระพุทธองค์โดยไม่บอกกล่าว  ทำให้สาวกรู้สึกว่าได้พึ่งตนเองตามคำสอนในพุทธศาสนาที่ให้พึ่งตนเองในการปฏิบัติธรรม ในขณะที่ผู้ที่จะขจัดอนุสัยสันดานให้ผู้อื่นได้อย่างน้อยต้องบรรลุธรรมขั้นอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณขึ้นไป  เมื่อผมแสดงตัวแล้วว่าจะช่วยขจัดอนุสัยสันดานให้กับผู้ที่มาปฏิบัติธรรมจึงมีไม่น้อยที่ยอมรับกับสิ่งที่ผมทำได้ก็จากห้องไป

ปัจจัยต่อมาคือตามธรรมชาติของมนุษย์และสิ่งมีชีวิตจะถูกสร้างให้ยึดติดศักยทิฐิเป็นสำคัญ  เช่นหลายคนที่มาปฏิบัติรรมแล้วเกิดง่วงจะคิดว่าตนเองง่วงแล้วต้องการพักผ่อนแต่เพียงอย่างเดียวหรือเป็นหลัก  ทำให้ไม่สามารถทำความเข้าใจสาเหตุแห่งความง่วงว่านอกจากสภาพทางร่างกายแล้ว  ยังมีปัจจัยอื่นที่มาจากสัมผัสที่ 6 หรือบางคนจะเรียกว่ามีเซนต์  เช่นหลายคนที่มาทำงานกับผมหน้าห้อง  ในขณะทำงานเขาจะง่วงบางครั้งงานหนักมาก ๆ  ก็จะหลับไป  แต่พอผมทำงานเสร็จก็ตื่นขึ้นมาแล้วตาสวางเหมือนเดิม  หรือเกิดอาการรับกรรมที่มีลักษณะปนกันระหว่างอาการทางกายภาพ  เช่นไปทำเล็บแล้วเกิดเล็บอักเสบไม่หาย  ใช้เวลาเป็นอยุ่นานมากแผลที่อักเสบก็ไม่ยุบ  เมื่อมาคุยกับผมแล้วผมจึงบอกว่าเขาไปทำกรรมอะไรมาจึงเป็นเช่นนั้น  เมื่อเขารู้สาเหตุประกอบกับได้ปฏิบัติรรมหน้าห้องแชทต่อหน้าผม  ปรากฏว่าแผลอักเสบเริ่มแห้งลงเหลือแต่อาการทางกายภาพที่ร่างกายจะต้องรักษาตนเองจนหาย  น้อยคนจะเข้าใจอย่าว่าจะประจักษ์แจ้งเลย  เข้าใจก็ยังจะยากแล้ว  เมื่อไม่เข้าใจก็ถอยจากห้องไป

อีกปัจจัยหนึ่งเกิดขึ้นจากผู้เขียนเองเป็นคนไร้สาระแล้วหาแก่นสารในการดำเนินชีวิตไม่ได้  เป็นคนที่ชอบคุยอะไรตลกโปกฮาบ้า ๆ  บอ ๆ  ไปตามประสา  ซึงไม่ใช่บุคลิกของนักปฏิบัติธรรมที่ต้องสำรวม  คนที่อยู่ในห้องกับผมมานานจะเคยชิน  แต่คนที่มาใหม่อาจจะรับสภาพไม่ได้ก็จะถอยออกจากห้องไป  แต่เมื่อมาดูสภาพหน้าห้องแล้วคนที่ไม่ได้อยู่หน้าห้องเป็นเวลานานพอจะไม่เห็นผมพิมพ์อธิบายหลักธรรมอะไรที่ยาว ๆ  แล้วเป็นสาระตามธรรมชาติของการบรรยายธรรม  บางครั้งพอพิมพ์อะไรยาว ๆ  แล้วเกิดสมองล้าจากการใช้ความคิด  ผมก็จะปล่อยมุขฮาออกมาหน้าห้องหรือหยอกเล่นกับสมาชิกห้องบ้างเป็นการผ่อนคลาย  หรือไม่ก็พิมพ์ข้อธรรมโดยเล่นไปกับข้อความปนกันไป  เช่นแทนที่จะพิมพ์ว่า  "เป็นวิธีการแก้ปัญหาที่ดีที่สุดแล้ว"  แต่จะพิมพ์ว่า  "เป็นการกินปลาทองที่ดีที่สุดแล้ว"  แทน  คนที่อยู่มานาน ๆ  ก็จะรู้แล้วเข้าใจไปเองโดยอัตโนมัติ  แต่สิ่งที่ผมไม่เคยบอกใครก็คือตอนไหนที่ผมเหนื่อยล้าจากการใช้สมองมากหรือเหนื่อยจากการใช้กำลังสมาธิเพ่งมาก  ก็จะเล่นมากขึ้นเพื่อให้เกิดอารมณ์ขันเป็นการผ่อนคลายสภาวะความเหนื่อยล้าจากการทำงาน

อีกปัจจัยหนึ่งเมื่อผมเองมีหน้าที่ในการทำงานในฐานะของเทพในร่างมนุษย์โดยตรง  สิ่งที่รู้มาจากสมาธิบางอย่างจะเป็นเรื่องที่เหนือมนุษย์มาก  หลายคนมาเจอสภาพเช่นนี้ก็จะถอย  แต่สิ่งหนึ่งซึ่งเป็นที่เข้าใจได้  คือน้อยคนจะศึกษาธรรมะในพุทธศาสนาให้ลึกซึ้ง  เห็นแต่เพียงผิวเผินแล้วสรุปเอาเองจากภาพที่ตนเห็นเฉพาะหน้า  หากไปพิจารณาคำสอนในพุทธศาสนาจะพบว่าพระพุทธองค์ได้กล่าวไว้ชัดเจนว่าทุกอย่างเป็นไปตามเหตุปัจจัย  นั่นหมายความว่าผมจะเป็นเทพระดับใดชั้นไหนนั้นก็เป็นไปตามเหตุปัจจัยที่ทำให้มันต้องเป็นเช่นนั้น  หนึ่งในนั้นแล้วเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดคือกรรมปัจจัย  อีกอย่างหนึ่งการปฏิบัติธรรมเป็นเรื่องที่ต้องรู้เองเห็นเอง  ต่างคนต่างรู้ซึ่งบางทีผมก็จะใช้คำว่าตัวใครตัวมัน  หรือจากปัจจัยความที่ผมเป็นคนไร้สาระก็ต้องย้อนกลับไปพิจารณาคำสอนอย่างถ่องแท้  พระพุทะองค์ไม่ได้เน้นที่ภาพลักษณ์ของบุคคลดังตัวอย่างในหลักกาลามสูตร ที่บอกไว้ชัดเจนว่าอย่าเพิ่งเชื่อเพราะเขาเป็นอาจารย์  อย่าเพิ่งเชื่อเพราะหน้าตาดีเสียงไพเราะ  แต่ให้นำวิธีการที่เขาบอกมาปฏิบัติ  นั่นคือไม่ให้ศรัทธาในตัวบุคคลแต่ให้ศรัทธาต่อแนวทางปฏิบัติ  ซึ่งการที่ผมเป็นคนไร้สาระเป็นธรรมชาติของผมแบบนั้นลึก ๆ  แล้วคนที่ยังปฏิบัติรรมกับผมอยุ่ได้แล้วอยู่ในห้องไปได้นาน ๆ  จะซึมซับความเข้าใจในหลักะรรมที่ผมว่ามาโดยไม่รู้ตัว  ใครเข้าใจหลักธรรมที่ผมว่ามาก็จะไม่ยึดติดตัวบุคคลโดยอัตโนมัติ  ส่วนวิธีการปฏิบัติเมื่อเขาปฏิบัติได้ผลเป็นรูปธรรมต่อตนเองจะศรัทธาในวิธีปฏิบัติโดยไม่รู้ตัว  แล้วถึงแม้เหตุจากความไร้สาระของผม  จะทำให้หลายคนเสื่อมศรัทธาจากผม  แต่ถ้าเขาได้ผลจากการปฏิบัติก็จะปฏิบัติธรรมต่อไปไม่หยุดเพราะวิธีการปฏิบัตินั้นทำให้ตนพ้นทุกข์โดยไม่คิดที่จะพึ่งผมอีกต่อไป  นั่นเท่ากับผู้นั้นจะถูกบีบให้ทำตามคำสอนในพุทธศาสนาที่ว่า  "ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน" ในที่สุดจะคิดว่าตนเองปฏิบัติธรรมได้ด้วยตนเอง  ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมปรารถนาจะให้เป็น

แก้ไขล่าสุด ( วันเสาร์ที่ 13 สิงหาคม 2011 เวลา 13:01 น. )

 

<< เริ่มแรก < ย้อนกลับ 1 2 ถัดไป > สุดท้าย >>

หน้า 1 จาก 2

Custom Search